วันก่อนได้มีโอกาสคุยกับ ไป๋ (เพื่อนร่วมงานใหม่ผมเอง) โดยมีประเด็นที่ทำให้ผมคิดว่าระบบการศึกษาไทย ไม่สามารถจะพัฒนาไปได้มาก เพราะอะไร และหนึ่งที่เป็นปัญหานั้น ก็คือ เรีื่องการเรียนพิเศษ ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นค่านิยมของผู้ปกครองและเด็กนักเรียนไปแล้ว ผมไม่ปฏิเสธเลยว่า สมัยที่ผมเรียนตอนมัธยมนั้น ผมก็เรียนพิเศษเหมือนกัน เรียนทุกวันหลังเลิกเรียน รวมไปถึง เสาร์-อาทิตย์ด้วย ซึ่งเพื่อนๆผมก็เรียนกันเกือบทุกคน จึงกลายเป็นเรื่องปกติซะอย่างงั้น ผมไม่เคยที่จะมองเรื่องนี้อย่างจริงจังเลย
จนกระทั่งเมื่อผมลองมานั่งคิดๆทบทวนดูว่า ผลเสียจากการเรียนพิเศษนั้นมันร้ายแรงอย่างไรบ้าง ผมขอเริ่มจากคำถามง่ายๆก่อนเลยว่า นอกจากเรียนในห้องเรียนแล้ว ทำไมจึงต้องไปเรียนพิเศษ(ซ้ำซ้อน)อีก ในเมื่อมันก็เป็นเนื้อหาที่ได้เรียนจากในห้องเรียนทั้งนั้น แต่ผมก็เข้าใจว่าครูหรืออาจารย์บางท่านก็ได้ทำลายการเรียนรู้ของเด็ก โดยการสอนในห้องแบบกั๊กๆ แล้วก็ไปเน้นที่สอนพิเศษ เพื่อสร้างรายได้เสริม ให้กับตัวเอง (ซึ่งรายได้ตรงนี้มากกว่ารายได้ที่ไปสอนที่โรงเรียนเสียอีก)
ผมจึงมองว่าถ้าจะปฏิรูปการศึกษาใหม่ก็ควรที่จะเริ่มจากครูก่อนที่จะไปถึงตัวเด็ก

และผลจาการเรียนพิเศษนั้น มันแทบจะไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้หรือไปศึกษาเพิ่่มเติมเองเลย เพราะว่าเวลาที่จะเอาไปศึกษาเพิ่มเติมนั้นได้หมดไปกับการเรียนพิเศษหมดแล้ว และนี้เอง คือปัญหาของเด็กไทยส่วนใหญ่ คือ เรียนแบบท่องจำ เรียนแบบใครสอนอะไรมา ก็จำแบบนั้น เข้าใจแบบนั้น ไม่ได้สอนให้เด็กได้คิดอะไรเอง ไม่ได้สอนให้คิดว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น เป็นแบบนั้นได้อย่างไร มันสามารถเป็นอย่างอื่นได้หรือเปล่า
อีกจุดหนึ่งที่ผมมองว่าผลกระทบจากการเรียนพิเศษนั้น ส่งผลเกี่ยวกับการใช้เวลาว่างของเด็ก เพราะแทนที่หลังเลิกเรียนหรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เด็กจะได้มีเวลาว่างที่จะไปสนใจศึกษา หรือไปทำกิจกรรมอะไรที่เด็กสนใจ ก็ต้องกลับไปเรียนพิเศษ ซึ่งเมื่อมองตรงจุดนี้ดีๆ มันเป็นช่วงที่เด็กน่าจะได้ทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ เช่น เล่นดนตรี อ่านนิยาย หรือ ศึกษาความรู้ในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน
จากสิ่งที่ผมได้เขียนมาข้างต้น อาจจะมีคนไม่เห็นด้วย เพราะอาจจะกลัวว่าถ้าไม่ให้เด็กไปเรียนพิเศษแล้ว กลัวว่าเด็กอาจจะไปทำอะไรที่มันไม่ดี เช่นติดยา แต่ผมกลับมองว่า การไม่เรียนพิเศษมันไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เด็กเป็นอย่างนั้น แต่มันอยู่ที่การดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวต่างหาก ซึ่งถ้าทางครอบครัวพ่อแม่เอาใจใส่และสนับสนุนในสิ่งที่เด็กชอบ ไม่ปิดกั้นความคิดของเด็ก ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้มันจะไม่เกิดเลย
สุดท้ายนี้สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ (เป็นความคิดส่วนตัว) จากเรื่องนี้ก็คือ สิ่งที่จะทำให้คนประสบผลสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่ว่า เพราะคุณสอบได้ที่ 1 ตอนม.ต้น หรือสอบได้ 4.00 แต่มันอยู่ที่การเรียนรู้นอกห้องเรียนมากกว่า......